ฟังก์ชันใน PHP 2

Function ในภาษา PHP มาอยู่ 4 ชนิดคือ
1.     ฟังก์ชั่นภายใน (invoking a function)
2.     ฟังก์ชั่นที่สร้างขึ้นมาเอง (creating a function)
3.     ฟังก์ชั่นซ้อนฟังก์ชั่น (nesting function)
4.     ฟังก์ชั่นเรียกตัวเอง (recursive function)
1. ฟังก์ชั่นภายใน
เป็นฟังก์ชั่นพื้นฐานที่มากับ php (ชื่อก็บอกอยู่แล้ว) มีราวๆ พันกว่าฟังก์ชั่น (ใครเคยนับบ้างเนี่ย) ซึ่งจะครอบคลุมการทำงานพื้นฐานทั้งหมดของการเขียนโปรแกรม PHP จนบางครั้ง เราสามารถเขียนโปรแกรมที่ทำงานได้จริงโดยไม่จำเป็นต้องเขียนฟังก์ชั่นเพิ่มเติมเลยแม้แต่ฟังก์ชั่นเดียว เหมือนที่ผมเคยได้ยินมาว่า คนที่เขียนโปรแกรมเก่ง ไม่จำเป็นต้องเขียนโค๊ดได้ดี เพียงแค่รู้จักฟังก์ชั่น แล้วรู้จักใช้มันก็พอ
ฟังก์ชั่นภายในทั้งหลาย สามารถดูได้จาก help ของ PHP ได้ โดยโหลดได้ที่ http://www.php.net/docs.php
ตัวอย่างฟังก์ชั่นภายใน ผมขอยกตัวอย่างฟังก์ชั่น pow() ถ้าหากเปิดดู help จะเขียนเป็นลักษณะนี้
number pow ( number $base, number $exp )
·         number คือ ค่าที่ฟังก์ชั่นนี้ส่งกลับออกมา (return) ซึ่งเดี๋ยวเราค่อยมาอธิบายกัน
·         pow คือ ชื่อฟังก์ชั่น
·         (number $base, number $exp) คือ ค่าที่ต้องส่งให้ฟังก์ชั่นนี้ โดย number หมายถึงชนิดของค่า (datatype) ที่ต้องส่งไปให้
เพราะฉะนั้น ฟังก์ชั่น pow() เราต้องส่งค่าให้จำนวน 2 ค่า เมื่อฟังก์ขั่นทำงานเสร็จแล้วจะคืนค่ากลับมาเป็นชนิดตัวเลข
1
2
3
4
<?php
    $value = pow(5,2);  // เรียกฟังก์ชั่น pow() โดยส่งค่า 5 เป็นเลขฐาน และ 2 เป็นเลขชี้กำลัง แล้วเก็บค่าไว้ที่ตัวแปร $value
    echo $value;    // พิมพ์ค่าจากตัวแปร $value
?>
ถ้าหากเราไม่ได้นำค่าที่ได้ไปทำการคำนวน เราสามารถแสดงค่าออกมาได้เลย โดยไม่จำเป็นต้องเก็บค่าไว้ในตัวแปรใดๆ ลองดูตัวอย่างกันครับ
1
2
3
4
5
<?php
    echo pow(5,2);  // พิมพ์ค่า 5 ยกกำลัง 2 ออกทางหน้าจอเลย
    echo "<br />";
    echo "ผลลัพท์ของ 5 ยกกำลัง 2 คือ " . pow(5,2);
?>
เห็นไหมครับ ไม่ยากเลย แต่เราจะรู้ได้อย่างไรว่าฟังก์ชั่นไหน ใช้งานอย่างไร หรือเราจะใช้ฟังก์ชั่นไหนทำงานให้เรา อันนี้ก็ต้องอยู่ที่แต่ละท่านล่ะครับ ถ้าหากเล่นบ่อยๆ ก็จะพบกับฟังก์ชั่นที่เรายังไม่เคยใช้งานเองแหละครับ ถึงแม้ว่า PHP จะมีฟังก์ชั่นมากกว่า 1000 ฟังก์ชั่น แต่ที่ใช้งานทั่วๆ ไป จะมีไม่ถึง 200 ฟังก์ชั่นครับ (ลดไปเยอะเลย)
2.ฟังก์ชั่นที่สร้างขึ้นมาเอง
เป็นฟังก์ชั่นที่สร้างขึ้นมาเอง เพื่อให้ทำงานนอกเหนือจากฟังก์ชั่นที่มีอยู่ใน PHP หรือเราต้องการให้โปรแกรมทำงานตรงกับความต้องการของเรา รูปแบบการเขียนฟังก์ชั่นเป็นดังนี้
1
2
3
4
5
<?php
    function ชื่อฟังก์ชั่น (ค่าที่ส่งให้) {
        การทำงานของฟังก์ชั่น
    }
?>
ลองดูตัวอย่างการสร้างฟังก์ชั่นชื่อ cmdevhub() กันครับ
1
2
3
4
5
6
7
8
9
<?php
    function cmdevhub() {
        echo "welcome to cmdevhub";
    }

    // เราสามารถเรียกฟังก์ชั่นได้โดยเรียกจากชื่อฟังก์ชั่น

    cmdevhub(); // พิมพ์ welcome to cmdevhub
?>
เห็นไหมครับ ไม่ยากเลย ส่วนข้อกำหนดในการสร้างฟังก์ชั่นนั้นก็เหมือนกันการสร้างตัวแปรเลยครับ ถ้าหากจำไม่ได้ก็ย้อนกลับไปดูได้เลย
หลังจากเราสร้างฟังก์ชั่นได้แล้ว ฟังก์ชั่นของเราจะไม่มีประโยชน์อะไรเลยถ้าหากไม่สามารถรับค่าเพื่อใช้คำนวนตามที่เราต้องการได้ การส่งค่าให้ฟังก์ชั่นทำการคำนวนนั้นมี 2 รูปแบบคือ ส่งค่าไปตรงๆ เลย และ ส่งค่าอ้างอิงตำแหน่งของตัวแปร ส่วนวิธีการรับค่าของฟังก์ชั่นทำได้โดยใส่ตัวแปรเข้าไปใน ( ) มาดูตัวอย่างกัน
2.1 การส่งค่าโดยตรง
1
2
3
4
5
6
7
8
9
10
11
12
<?php
    function cArea($r) {    // ฟังก์ชั่นหาพื้นที่วงกลม
        echo $r * 22 / 7;
    }
    function sArea($h, $w) {    // ฟังก์ชั่นหาพื้นที่สี่เหลี่ยม
        echo $h * $w;
    }

    cArea(15);  // ผลลัพท์ 47.1428571429
    echo "<br />";
    sArea(3, 15); // ผลลัพธ์ 45
?>
เราสามารถส่งค่าไปให้ฟังก์ชั่นโดยใช้ค่าที่อยู่ในตัวแปรส่งไปได้ด้วย
1
2
3
4
5
6
7
8
9
<?php
    function sArea($h, $w) {
        echo $h * $w;
    }

    $width = 12;
    $height = 3;
    sArea($width, $height);
?>
ถ้าหากส่งค่าให้ฟังก์ชั่นมากเกินกว่าที่ฟังก์ชั่นรับไว้ ค่าที่เกินมา จะไม่ถูกนำไปใช้งาน แต่ถ้าหากส่งค่าไปไม่ครบจะเกิดข้อผิดพลาด Warning: Missing argument ตรงนี้ก็ระวังกันด้วยนะครับ
2.2 การส่งค่าอ้างอิงตำแหน่งตัวแปร
โดยปกติการส่งค่าให้ฟังก์ชั่นจะทำการส่งค่าของตัวแปรนั้นๆ เข้าไปยังฟังก์ชั่นเลย ถ้าหากต้องการผลลัพธ์ของการคำนวนก็ทำการคืนค่า (return) กลับมา แต่เราสามารถเขียนให้ง่ายกว่านั้นได้อีก โดยการส่งตำแหน่ง (address) ของตัวแปรนั้นเข้าไปยังฟังก์ชั่นแทน ก็สามารถทำการคำนวนและเปลี่ยนค่าของตัวแปรที่เราต้องการได้โดยไม่ต้องทำการคืนค่ากลับออกมา ตัวอย่างที่ผมใช้บ่อยและใช้ตลอดก็คือการคำนวนภาษี (ยังหาโปรแกรมอื่นๆ ที่ใช้ฟังก์ชั่นแบบนี้ไม่ได้เลย) ลองดูตัวอย่างกันครับ
1
2
3
4
5
6
7
8
9
10
11
12
13
14
15
<?php
    function cal_tax(&$cost, $tax) {
        $cost += $cost * $tax;
    }

    $cost = 200;
    $tax = 0.07;

    echo "จำนวนเงินก่อนคำนวนภาษี " . $cost; // ผลลัพธ์ 200
    echo "<br />";

    cal_tax($cost, $tax);

    echo "จำนวนเงินหลังคำนวนภาษี " . $cost; // ผลลัพธ์ 214
?>
จะเ้ห็นว่า เราสามารถเปลี่ยนตัวแปร $cost โดยไม่ต้องทำการคืนค่าในฟังก์ชั่นเลย จริงๆ แล้ว ตัวอย่างด้านบนสามารถเขียนได้อีกแบบดังนี้
1
2
3
4
5
6
7
8
9
10
11
12
13
14
15
16
<?php
    function cal_tax($cost, $tax) {
        $cost += $cost * $tax;
        return $cost;
    }

    $cost = 200;
    $tax = 0.07;

    echo "จำนวนเงินก่อนคำนวนภาษี " . $cost;
    echo "<br />";

    $cost = cal_tax($cost, $tax);

    echo "จำนวนเงินหลังคำนวนภาษี " . $cost;
?>
ซึ่งผลลัพธ์ที่ได้จะเหมือนกันทุกอย่าง แต่การเรียกใช้งานจะไม่เหมือนกัน จุดนี้ก็แล้วแต่ล่ะครับ ว่าจะเลือกใช้วิธีไหน ถ้าหากทำงานเ็ป็นทีม การใช้งานฟังก์ชั่นที่คืนค่ากลับมาจะเข้าใจได้ง่ายกว่า แต่ถ้าหากทำงานไม่กี่คน หรือแค่คนเดียว การอ้างอิงหน่วยความจำจะทำให้โค๊ดสั่นกว่า และเข้าใจยากกว่า (ถ้าหากเราลืม อิอิ) เอาเ็ป็นว่า รู้ไว้เฉยๆ ก็ได้ครับ เพราะบางทีเราอาจจะไม่ได้เขียนฟังก์ชั่นแบบนี้เลยก็ได้ (แต่ลองใช้แล้วจะติดใจ)
2.3 การกำหนดค่าเริ่มต้นให้ฟังก์ชั่น
ในการสร้างฟังก์ชั่นที่ทำการรับค่านั้น เราจำเป็นที่จะต้องส่งค่าให้กับฟังก์ชั่นนั้นๆ จนครบตามจำนวนที่กำหนดไว้ ถ้าหากส่งค่าไม่ครบจะเกิดข้อผิด Warning: Missing argument ขึ้น หรือ ถ้าเราต้องการสร้างฟังก์ชั่นที่เรารู้ค่าที่ใช้คำนวนอยู่แล้ว เช่นฟังก์ชั่นที่คิดภาษีที่เรารู้อยู่แล้วว่าต้องคิดที่ 7% แต่ต้องการให้สามารถเปลี่ยนค่าได้โดยที่ไม่ต้องแก้ไขฟังก์ชั่นใหม่ ก็สามารถทำการกำหนดค่าเริ่มต้นขึ้นมาได้เลย ลองดูตัวอย่างกัน
1
2
3
4
5
6
7
8
9
10
11
12
13
14
15
16
17
18
<?php
    function cal_tax(&$cost, $tax = 0.07) {
        $cost += $cost * $tax;
    }
    $cost = $cost1 = 200;
    echo "จำนวนเงินก่อนคำนวนภาษี " . $cost;
    echo "<br />";
    cal_tax($cost);
    echo "จำนวนเงินหลังคำนวนภาษี " . $cost;
    echo "<hr />";
    echo "คิดภาษีที่ 10%";
    echo "<br />";
    echo "จำนวนเงินก่อนคำนวนภาษี " . $cost1;
    echo "<br />";
    cal_tax($cost1, 0.1);
    echo "จำนวนเงินหลังคำนวนภาษี " . $cost1;
    echo "<br />";
?>
จากตัวอย่าง ทำการผสมผสานกันระหว่างการเรียกฟังก์ชั่นโดยใช้อ้างอิงตำแหน่งตัวแปร กับการกำหนดค่าเริ่มต้นให้ฟังก์ชั่น จะเห็นได้ว่า เราเรียกฟังก์ชั่นครั้งแรกโดยไม่ส่งค่าไปแค่ตัวเดียวคือตำแหน่งของตัวแปร $cost เราได้ทำการกำหนดค่าเริ่มต้นให้ตัวแปร $tax แล้วทำให้ตัวแปร $tax มีค่า 0.07 ตามที่เรากำหนดไว้ แต่พอเรียกครั้งที่สองเราได้ส่งค่า 0.1 ให้กับตัวแปร $tax ด้วย ทำให้ค่าของตัวแปร $tax ถูกเปลี่ยนจาก 0.07 เป็น 0.1 แทน
2.4 การคืนค่าของฟังก์ชั่น
ในการสร้างฟังก์ชั่นขึ้นมาใช้งานนั้น ถ้าหากไม่มีการส่งค่ากลับคืนมาเมื่อทำงานเสร็จ ฟังก์ชั้นนั้นก็แทบจะไม่มีประโยชน์อะไรเลย เนื่องจากไม่สามารถนำค่าที่ฟังก์ชั่นคำนวนได้กลับมาใช้งาน การคืนค่าของฟังก์ชั่น สามารถทำได้โดยใช้คำสั่ง return โดยสามารถคืนค่าจากผลลัพธ์การคำนวนได้หนึ่งค่า หรือถ้าต้องการคืนหลายๆ ค่าพร้อมกัน สามารถใช้ตัวแปรแบบ array หรือ list ก็ได้ ลองดูตัวอย่างกันครับ
การคืนค่าหนึ่งค่า
1
2
3
4
5
6
7
8
9
10
11
12
<?php
    function cal_tax($cost, $tax = 0.07) {
        $cost += $cost * $tax;
        return $cost;
    }

    $cost = 200;
    echo "ค่าก่อนคำนวนภาษี " . $cost;
    $cost = cal_tax($cost);
    echo "<br />";
    echo "ค่าหลังคำนวนภาษี " . $cost;
?>
การเรียกใช้งานฟังก์ชั่นที่มีการคืนค่านั้น จำเป็นต้องมีตัวแปร หรือคำสั่งใดๆ รองรับการคืนค่านั้นๆ ไม่เช่นนั้นแล้ว ค่าที่คืนกลับมา ก็ไม่สามารถนำไปใช้งานใดๆ ได้เลย
การคืนค่าหลายค่า
การคืนค่าหลายๆ นั้น ต้องทำให้ตัวแปรนั้นเป็น array ก่อน โดยจะสร้างให้ตัวแปรนั้นเป็น array หรือใช้คำสั่ง list() ในการรับค่าก็ได้ ตัวอย่างการใช้ฟังก์ชั่น list()
1
2
3
4
5
<?php
    $color = array('red', 'green',' blue');
    list($red, $green, $blue) = $color;
    // ตัวแปร $red เก็บค่า red, $green เก็บค่า green, $blue เก็บค่า blue
?>
ตัวอย่างการใช้งานฟังก์ชั่นที่คืนค่าแบบ array
1
2
3
4
5
6
7
8
9
10
11
12
13
14
15
16
17
<?php
    function user() {
        $name[] = "POP EYE";
        $name[] = "shikimasan[a]gmail[dot]com";
        $name[] = "www.cmdevhub.com";
        return $name;
    }
    // รับค่าโดยใช้ฟังก์ชั่น list ต้องทำการสร้างตัวแปรรับค่าให้ตรงกับค่าที่คืนกลับมา
    list($name, $email, $web) = user();

    // รับค่าโดยใช้ตัวแปร ทำให้ตัวแปรนั้นถูกเปลี่ยนเป็นแบบ array โดยอัตโนมัติ
    $name = user();

    // การอ้างอิงค่าต้องทำการอ้างอิงจาก index ของ array โดยตรง
    echo $name[0];
    echo $name[1];
?>
จากตัวอย่างจะเห็นได้ว่าเราสามารถรับค่าจากฟังก์ชั่นที่คืนค่าเป็น array ได้ทั้ง 2 แบบ แต่ในการใช้งานจริงๆ จะใช้ฟังก์ชั่น list() รับค่ามากกว่า เพราะต้องกำหนดตัวแปรให้กับค่าที่คืนมาแต่ละค่า ซึ่งจะสื่อความหมายมากกว่ารับค่าโดยใช้ตัวแปรและอ้างอิงโดยใช้หมายเลข index อ้างอิง
2.5 ฟังก์ชั่นซ้อนฟังก์ชั้น (Nesting Function)
ในภาษา PHP เราสามารถสร้างฟังก์ชั่นขึ้นมาภายในฟังก์ชั่นอีกทีได้ แบบตัวอย่าง
1
2
3
4
5
6
7
8
9
10
11
12
<?php
    function cal_tax ($price, $tax) {
        function cal_vat ($total) {
            return $total * 0.07;
        }
        $price += $price * $tax;
        echo "จำนวนเงินทั้งหมดหลังรวมภาษี " . $price . " หลังรวมภาษีมูลค่าเพิ่ม " . ($price + cal_vat($price));
    }
    cal_tax(1500, 0.1); // ผลลัพธ์ 1650 , 1765.5
    echo "<br />";
    echo cal_vat(100);  // ผลลัพธ์ 7
?>
Nesting Function ของภาษา PHP ไม่มีการกำหนดระดับของการเข้าถึง (scope) ทำให้ไม่ว่าจะเขียนฟังก์ชั่นไว้ที่ไหน ก็สามารถเรียกใช้ได้ การเขียนแบบนี้ ไม่ค่อยได้ใช้ในชีวิตจริงเท่าไหร่ แต่ก็ให้รู้ไว้ว่าเราสามารถสร้างฟังก์ชั่นแบบนี้ได้ เผื่อเอาไปสอบ CERT นะครับ
2.6 ฟังก์ชั่นเรียกตัวเอง (Recursive Function)
ฟังก์ชั่นเรียกตัวเอง ใช้สำหรับทำงานซ้ำๆ กันโดยที่เราไม่รู้จำนวนรอบในการทำงาน โดยจะมีจุดสิ้นสุดการทำงานอยู่ในฟังก์ชั่นเองอยู่แล้ว เพื่อให้ฟังก์ชั่นหยุดการทำงาน การเขียนฟังก์ชั่นแบบเรียกตัวเอง จะลดระยะเวลาในการเขียนโปรแกรมไปได้อย่างมาก แต่ปัญหาคือการออกแบบและเขียนได้ยากมาก ทำให้ไม่ค่อยได้เห็นคนเขียนฟังก์ชั่นแบบนี้กันเท่าไหร่ เรามาดูตัวอย่างฟังก์ชั่นเรียกตัวเองที่เขียนกันบ่อยๆ 2 ตัวอย่างกัน
1
2
3
4
5
6
7
8
9
10
11
12
<?php
    function fibo($num) {
        if ($num == 1 || $num == 2) {
            return 1;
        }
        else {
            return fibo($num - 1) + fibo($num - 2);
        }
    }

    echo fibo(20);
?>
ตัวอย่างแรกเป็นตัวเลข Fibonacci การใช้งานคือ เรียกฟังก์ชั่น fibo() แล้วใส่ตัวเลขตำแหน่งหลักที่ต้องการเข้าไปเช่น fibo(20) หมายถึงตัวเลข fibonacci ในตำแหน่งที่ 20
1
2
3
4
5
6
7
8
9
10
11
12
<?php
    function fac($num) {
        if ($num == 0 || $num == 1) {
            return 1;
        }
        else {
            return fac($num - 1) * $num;
        }
    }

    echo fac(5);
?>
ตัวอย่างที่สองเป็นตัวเลข Factorial หรือ n! การทำงานก็คล้ายๆ กับ fibonacci แต่ผลลัพธ์ที่ได้จะเป็นค่าของ n! เลย
จะเห็นว่า ถ้าหากเราเขียนโปรแกรมแบบปกติ จะต้องมีการใช้คำสั่งวนรอบมาเกี่ยวข้อง แต่ถ้าใช้ฟังก์ชั่นเรียกตัวเองเราไม่ต้องใช้คำสั่งวนรอบเข้ามาเกี่ยวข้องกับการทำงานของฟังก์ชั่นเลย แต่จะต้องมีเงื่อนไขในการจบฟังก์ชั่นที่แน่นอนด้วย
ก็จบกันไปอีกแล้วกับฟังก์ชั่นในภาษา PHP บทนี้เขียนกันข้ามเดือนเลย เนื่องจากงานเยอะ (แต่มีเวลาเล่นเกม) ก็ต้องขออภัยเพื่อนๆ ที่รอกันอยู่นะครับ ตอนนี้ก็ปิดเทอมแล้ว ยังไงจะพยายามเขียนให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ แล้วเจอกันครับ









                                

ฟังก์ชันใน PHP

ฟังก์ชันใน PHP
ฟังก์ชันในโปรแกรมส่วนใหญ่ได้รับการเรียกคำสั่งเพื่อทำงานอย่างเดียว สิ่งนี้ทำให้คำสั่งอ่านได้ง่ายและยอมให้ใช้คำสั่งใหม่แต่ละครั้งเมื่อต้องการทำงานเดียวกัน
ฟังก์ชันเป็นโมดูลเก็บคำสั่งที่กำหนดการเรียกอินเตอร์เฟซ ทำงานเดียวกัน และตัวเลือกส่งออกค่าจากการเรียกฟังก์ชัน คำสั่งต่อไปเป็นการเรียกฟังก์ชันอย่างง่าย
my_function ();
คำสั่งเรียกฟังก์ชันชื่อ my_function ที่ไม่ต้องการพารามิเตอร์ และไม่สนใจค่าที่อาจจะส่งออกโดยฟังก์ชันนี้
ฟังก์ชันจำนวนมากได้รับการเรียกด้วยวิธีนี้ เช่น ฟังก์ชัน phpinfo () สำหรับแสดงเวอร์ชันติดตั้งของ PHP สารสนเทศเกี่ยวกับ PHP การตั้งค่าแม่ข่ายเว็บ ค่าต่างๆ ของ PHP และตัวแปร ฟังก์ชันนี้ไม่ใช้พารามิเตอร์และโดยทั่วไปไม่สนใจค่าส่งออก ดังนั้นการเรียก phpinfo () จะประกอบขึ้นดังนี้
phpinfo ();

การกำหนดฟังก์ชันและการเรียกฟังก์ชัน
การประกาศฟังก์ชันเริ่มต้นด้วยคีย์เวิร์ด function กำหนดชื่อฟังก์ชัน พารามิเตอร์ที่ต้องการ และเก็บคำสั่งที่จะประมวลผลแต่ละครั้งเมื่อเรียกฟังก์ชันนี้
<?php
function function_name(parameter1,…)
{
ชุดคำสั่ง
}
?>
ชุดคำสั่งต้องเริ่มต้นและสิ้นสุดในวงเล็บปีกกา ({ }) ตัวอย่างฟังก์ชัน my_function
<?php
function my_function()
{
$mystring =<<<BODYSTRING
my function ได้รับการเรียก
BODYSTRING;
echo $mystring;
}
?>
การประกาศฟังก์ชันนี้ เริ่มต้นด้วย function ดังนั้นผู้อ่านและตัวกระจาย PHP ทราบว่าต่อไปเป็นฟังก์ชันกำหนดเอง ชื่อฟังก์ชันคือ my_function การเรียกฟังก์ชันนี้ใช้ประโยคคำสั่งนี้
my_function ();
การเรียกฟังก์ชันนี้จะให้ผลลัพธ์เป็นข้อความ "my function ได้รับการเรียก " บน browser
การตั้งชื่อฟังก์ชัน
สิ่งสำคัญมากในการพิจารณาเมื่อตั้งชื่อฟังก์ชันคือชื่อต้องสั้นแต่มีความหมาย ถ้าฟังก์ชันสร้างส่วนตัวของเพจควรตั้งชื่อเป็น pageheader () หรือ page_header ()
ข้อจำกัดในการตั้งชื่อคือ
  • ฟังก์ชันไม่สามารถมีชื่อเดียวกับฟังก์ชันที่มีอยู่
  • ชื่อฟังก์ชันสามารถมีได้เพียงตัวอักษรตัวเลข และ underscore
  • ชื่อฟังก์ชันไม่สามารถเริ่มต้นด้วยตัวเลข
หลายภาษายอมให้ใช้ชื่อฟังก์ชันได้อีก ส่วนการทำงานนี้เรียกว่า function overload อย่างไรก็ตาม PHP ไม่สนับสนุน function overload ดังนั้นฟังก์ชันไม่สามารถมีชื่อเดียวกันกับฟังก์ชันภายใน หรือฟังก์ชันกำหนดเองที่มีอยู่
หมายเหตุ ถึงแม้ว่าทุกสคริปต์ PHP รู้จักฟังก์ชันภายในทั้งหมด ฟังก์ชันกำหนดเองอยู่เฉพาะในสคริปต์ที่ประกาศสิ่งนี้หมายความว่า ชื่อฟังก์ชันสามารถใช้ในคนละไฟล์แต่อาจจะไปสู่ความสับสน และควรหลีกเลียง
ชื่อฟังก์ชันต่อไปนี้ถูกต้อง
name ()
name2 ()
name_three ()
_namefour ()
ชื่อไม่ถูกต้อง
5name ()
Name-six ()
fopen ()
การเรียกฟังก์ชันไม่มีผลจากชนิดตัวพิมพ์ ดังนั้นการเรียก function_name (), Function_Name() หรือ FUNCTION_NAME() สามารถทำได้และมีผลลัพธ์เหมือนกัน แต่แบบแผนการกำหนดชื่อฟังก์ชันใน PHP ให้ใช้ตัวพิมพ์เล็ก
ชื่อฟังก์ชันแตกต่างจากชื่อตัวแปร โดยชื่อตัวแปรเป็นชนิดตัวพิมพ์มีผล ดังนั้น $Name และ $name เป็น 2 ตัวแปร แต่ Name () และ name () เป็นฟังก์ชันเดียวกัน

โปรแกรม SQL


SQL ย่อมาจาก structured query language คือภาษาที่ใช้ในการเขียนโปรแกรม เพื่อจัดการกับฐานข้อมูลโดยเฉพาะ เป็นภาษามาตราฐานบนระบบฐานข้อมูลเชิงสัมพันธ์และเป็นระบบเปิด (open system) หมายถึงเราสามารถใช้คำสั่ง sql กับฐานข้อมูลชนิดใดก็ได้ และ คำสั่งงานเดียวกันเมื่อสั่งงานผ่าน  ระบบฐานข้อมูลที่แตกต่างกันจะได้ ผลลัพธ์เหมือนกัน ทำให้เราสามารถเลือกใช้ฐานข้อมูล ชนิดใดก็ได้โดยไม่ติดยึดกับฐานข้อมูลใดฐานข้อมูลหนึ่ง นอกจากนี้แล้ว SQL ยังเป็นชื่อโปรแกรมฐานข้อมูล ซึ่งโปรแกรม SQL เป็นโปรแกรมฐานข้อมูลที่มีโครงสร้างของภาษาที่เข้าใจง่าย ไม่ซับซ้อน มีประสิทธิภาพการทำงานสูง สามารถทำงานที่ซับซ้อนได้โดยใช้คำสั่งเพียงไม่กี่คำสั่ง โปรแกรม SQL จึงเหมาะที่จะใช้กับระบบฐานข้อมูลเชิงสัมพันธ์ และเป็นภาษาหนึ่ง ซึ่งแบ่งการทำงานได้เป็น 4 ประเภท ดังนี้
1. Select query ใช้สำหรับดึงข้อมูลที่ต้องการ
2. Update query ใช้สำหรับแก้ไขข้อมูล
3. Insert query ใช้สำหรับการเพิ่มข้อมูล
4. Delete query ใช้สำหรับลบข้อมูลออกไป
     ปัจจุบันมีซอฟต์แวร์ระบบจัดการฐานข้อมูล (DBMS ) ที่สนับสนุนการใช้คำสั่ง SQL เช่น  Oracle , DB2, MS-SQL, MS-Access
นอกจากนี้ภาษา SQL ถูกนำมาใช้เขียนร่วมกับโปรแกรมภาษาต่างๆ เช่น ภาษา c/C++ , VisualBasic และ Java 

ประโยชน์ของภาษา SQL
1. สร้างฐานข้อมูลและ ตาราง  
2. สนับสนุนการจัดการฐานข้อมูล ซึ่งประกอบด้วย การเพิ่ม การปรับปรุง และการลบข้อมูล
3. สนับสนุนการเรียกใช้หรือ ค้นหาข้อมูล  
  
ประเภทของคำสั่งภาษา SQL
1. ภาษานิยามข้อมูล(Data Definition Language : DDL) เป็นคำสั่งที่ใช้ในการสร้างฐานข้อมูล กำหนดโครงสร้างข้อมูลว่ามี  Attribute ใด
 ชนิดของข้อมูล รวมทั้งการเปลี่ยนแปลงตาราง และการสร้างดัชนี คำสั่ง : CREATE,DROP,ALTER
2. ภาษาจัดการข้อมูล (Data Manipulation Language :DML) เป็นคำสั่งที่ใช้ในการเรียกใช้ เพิ่ม ลบ และเปลี่ยนแปลงข้อมูลในตาราง    คำสั่ง : SELECT,INSERT,UPDATE,DELETE
3. ภาษาควบคุมข้อมูล (Data Control Language : DCL) เป็นคำสั่งที่ใช้ในการกำหนดสิทธิการอนุญาติ หรือ ยกเลิก การเข้าถึงฐานข้อมูล เพื่อป้องกันความปลอดภัยของฐานข้อมูล คำสั่ง : GRANT,REVOKE


ข้อมูลอ้างอิง
www.satit.su.ac.th
www.chandra.ac.th
www.softwaresiam.com

โปรแกรม dBase


          ดีเบส, โปรแกรมฐานข้อมูลหรือแฟ้มชนิดหนึ่งที่โปรแกรมนั้นสร้างขึ้นมา ระบบจัดการฐานข้อมูลระบบนี้เป็นมาตรฐานอุตสาหกรรมไปแล้ว ซึ่งบริษัท Ashton-Tate เป็นผู้พัฒนา ตัวดีเบสเองเป็นชื่อที่จดลิขสิทธิ์ของโปรแกรมฐานข้อมูลโปรแกรมแรกที่นิยมมาก แต่ถึงอย่างไร ดีเบสก็ไม่ใช่ฐานข้อมูลเชิงสัมพันธ์จริงๆ ซึ่งต่างจากโปรแกรมจัดการฐานข้อมูลในปัจจุบัน โปรแกรมนี้เริ่มมีขึ้นบนเครื่องซีพี/เอ็มรุ่มเก่าเรียกว่า วัลคัน” (Vulcan) จากนั้นจึงกลายเป็น ดีเบสทรี ดีเบสโฟร์ และบริษัทที่ขายดีเบสได้หายออกไปจากธุรกิจแล้วโดยบอร์แลนด์ได้ซื้อกิจการไปในปี 1991 แต่โปรแกรมฐานข้อมูลอื่นๆ ก็ยังเกิดขึ้นมา โปรแกรมดีเบสยังคงมีใช้ต่อไปอย่างกว้างขวาง และเป็นรูปแบบของแฟ้มที่ยังนิยมใช้อยู่ในปัจจุบัน
เป็นโปรแกรมจัดการฐานข้อมูลที่ทำงานบน DOS เป็นโปรแกรมที่ใช้งานง่าย      มีเครื่องมืออำนวยความสะดวกต่อการเขียนโปรแกรม เช่น Report, Screen และLabel เป็นต้น  และข้อมูลรายงานที่อยู่ในไฟล์บน Dbase  จะสามารถประมวลผลในโปรแกรม Word Processor ได้  รวมถึง Excel ก็สามารถอ่านไฟล์ .DBF ที่สนร้างขึ้นโดยโปรแกรม Dbase ได้ด้วย สามารถนำไปประยุกต์ใช้งานได้อย่างกว้างขวาง  มีการพัฒนาขึ้นเป็นลำดับเริ่มจาก Dbase I ใช้กับเครื่องคอมพิวเตอร์ 8 บิต  โดยที่ระยะแรกเครื่อง 16 บิต      ยังไม่แพร่หลายและยังมีราคาแพงอยู่  ต่อมาเมื่อมีผู้เริ่มใช้เครื่อง 16 บิตมากขึ้น  จึงมีการพัฒนา Dbase II ให้สามารถใช้กับเครื่อง 16 บิตได้  เมื่อความนิยมและความสามารถของเครื่อง 16 บิตมากขึ้น  จึงได้มีการปรับปรุงให้มีความสามารถมากขึ้น  มีการแก้ไขเพิ่มเติมคำสั่งและฟังก์ชั่นต่างๆ เป็น Dbase III และ Dbase III PLUS ตามลำดับ  ภายหลังเมื่อ       มีการใช้งาน Windows กันอย่างแพร่หลาย Dbase ก็มีการพัฒนาให้สามารถใช้งานบน Windows ได้ด้วย