โปรแกรม FoxPro


โปรแกรม FoxPro  เป็นโปรแกรมที่ถูกออกแบบมาให้ทำงานเกี่ยวกับการจัดการข้อมูล ซึ่งจะอำนวยความสะดวกให้เรา สามารถป้อนข้อมูลเข้าไปเก็บไว้ในระบบคอมพิวเตอร์ได้อย่าง่ายดาย รวมทั้งสามารถเรียกข้อมูลเหล่านั้นกลับมาแก้ไข ปรับปรุง เพิ่มข้อมูล ลบข้อมูล หรือค้นหาข้อมูลบางรายการ ตลอดจนจัดข้อมูลเหล่านั้นให้อยู่ในรูปที่สามารถนำไปใช้ประโยชนืได้โดยง่าย เช่น การเรียงลำดับข้อมูล  กรอง หรือ แยกเอาเฉพาะข้อมูลบางส่วนที่สนใจมาใช้งาน หรือสรุปผลบางอย่าง เช่น หาผลรวม  นับจำนวน ได้อย่างสะดวก รวดเร็ว
         การจัดเก็บข้อมูลในคอมพิวเตอร์ทั่วไป จะทำได้ในลักษณะเดียวกับการจัดเก็บข้อมูลในสำนักงานต่างๆ กล่าวคือ จะมีการนำข้อมูลที่เกี่ยวข้องกันมาเก็บรวมกันไว้เป็นแฟ้ม  ซึ่งเราเรียกแฟ้มต่างๆเหล่านี้ว่า "แฟ้มข้อมูล (Data File) "


ประวัติ
          สำหรับประวัติของเจ้า Foxpro นั้น เป็นโปรแกรมจัดการฐานข้อมูลตัวหนึ่ง ซึ่งพัฒนาขีดความสามารถเพิ่มเติมขึ้นมาจาก dBASEII ในยุคที่ทำงานบนเครื่อง APPLE โดย แอสตัน เทด ในยุคเมื่อสามสิบปีก่อนหน้านี้ และได้รับความนิยมอย่างมากในหมู่นักพัฒนา Application แต่ความเร็วในการทำงานต่ำ จึงมีผู้พัฒนาขีดความสามารถของเจ้าตัวนี้ไปเรื่อย ๆ เพิ่มคำสั่งใหม่ ๆ เข้ามา และในที่สุดก้อจบที่ Foxbase
         ต่อมา ทาง Microsoft เห็นว่า แม้จะออก Access มาในชุด Office แต่กลุ่มคนโบราณ ยังคงผูกพันเหนียวแน่นกับชุดคำสั่งแบบ dBASE อยู่ จึงได้ตัดสินใจซื้อบริษัท Fox เนี่ยซะเลย แล้วเอามาพัฒนาต่อ เพิ่มขีดความสามารถในการทำงานบน Windows & Visual ขึ้นมา จึงเป็นที่มาของ Microsoft Visual FoxPro ที่คุณ BABORCLUB พูดถึงนั่นแหละครับแต่ อย่างไรก็ดี Foxpro[VFP] ก็ถือว่าเป็นลูกเมียน้อยแหละครับ เพราะ Microsoft ไปซื้อมาทำต่อไม่ใช่
ลูกเมียหลวงแบบ Access ที่ Microsoft ทำเองมากับมือ ดังนั้น การพัฒนา Version ต่อ ๆ มาของ VFP ก้อลดน้อยถอยลง ไม่เหมือน Access ที่มี Version ใหม่ออกมาเรื่อยๆ เค้าคงกะจะให้ พวก Programmer รุ่นเก่า ๆ ทะยอยตายไปจนหมดน่ะครับ 
         ดังนั้น คนรุ่นใหม่ๆ จึงใช้ Access เป็น และเก่งรวมทั้งแทบไม่รู้จัก Foxpro กันเอาซะเลยน่ะ


ลักษณะโปรแกรมที่เขียนโดยฟ๊อกซ์โปรในดอส











ไมโครซอฟท์ แอคเซส

         ไฟล์ฐานข้อมูลของ Access จะเป็นชิ้นงานหรือออบเจ็คฐานข้อมูล (database
object) ซึ่งผู้ใช้สร้างขึ้นทั้งหมดและจะถูกเก็บรวมกันไว้ในไฟล์ฐานข้อมูล
.accdb ทำให้การเรียกใช้หรือแก้ไขทำได้ง่าย สำหรับออบเจ็คฐานข้อมูลจะมี
ทั้งหมด 6 ประเภท
1) Table
2) Query
3) Form
4) Report
5) Macro

6) Module เป็นออบเจ็คที่ใช้เก็บข้อมูล


1) Table เป็นออบเจ็คที่ใช้เก็บข้อมูลจริง โดยคุณสามารถทำงานร่วมกับ Table ผ่าน
ตารางข้อมูลที่เรียกว่า Datasheet เช่น การ Insert, Update, Delete โดยใน 1
Table จะต้องเก็บข้อมูลที่เป็นหนึ่งความสัมพันธ์เท่านั้นหรือเรื่องเดียวเท่านั้น
เช่น  Table Employee
   · ชื่อ
   · นามสกุล
   ·  แผนก
   · วันที่เข้าทำงาน
   · ที่อยู่
ซึ่งในฐานข้อมูลจะต้องมี Table อย่างน้อย 1 Table เสมอ เนื่องจาก
Table เป็นส่วนที่ใช้เก็บข้อมูลจริง จึงเป็นออบเจ็คที่มีความสำคัญสูงสุด เพราะจะ
ถูกนำไปใช้เป็นแหล่งข้อมูลของออบเจ็คอื่นๆ เช่น Form และ Report ด้วย

2) Query  เป็นออบเจ็คที่ช่วยให้คุณสามารถทำงานในลักษณะของการสืบค้น จัดการ
(Insert, Update, Delete) และประมวลผลข้อมูลจาก Table หรือจาก Query
ด้วยกันเอง แล้วแสดงผลลัพธ์แบบตาราง ซึ่งข้อมูลนี้อาจดึงมาทั้งหมดหรือ
เพียงบางส่วนจาก 1 Table หรือจากหลายๆ Table พร้อมกันได้ โดยอยู่
ภายใต้เงื่อนไขที่กำหนดไว้ นอกจากนี้คุณยังนำQuery มาเป็นแหล่งข้อมูล
ของ Form และ Report ได้เช่นเดียวกับ Table

3) Form เป็นออบเจ็คที่ใช้จัดการข้อมูลบนจอภาพ และสร้างส่วนติดต่อกับผู้ใช้ได้อย่าง
มืออาชีพ โดยนำองค์ประกอบที่เรียกว่า คอนโทรล ( control ) เช่น ปุ่มคำสั่ง
รูปภาพ และอื่นๆ มาประกอบกันเป็นรูปแบบที่ตรงกับความต้องการของผู้ใช้
เพื่อช่วยให้การทำงานร่วมกับข้อมูลมีความถูกต้อง ปลอดภัย และตรงกับ
วัตถุประสงค์มากที่สุด เช่น สามารถกำหนดรหัสผ่านเพื่อเข้าสู่ระบบการ
ทำงานให้กับผู้ใช้แต่ละคน การนำForm มาสร้างเมนูเพื่อให้ผู้ใช้เข้าทำงานใน
ส่วนที่ต้องการได้อย่างรวดเร็ว

ตัวอย่าง Form ของ Microsoft Access


4) Report เป็นออบเจ็คที่นำเสนอข้อมูลในรูปของเอกสารรายงาน โดยคุณสามารถ
กำหนดรูปแบบให้ตรงกับความต้องการได้หลายวิธี เช่น เลือกใช้รายงาน
สำเร็จรูปของ Access 2010 ที่แก้ไขปรับปรุงได้จนกว่าจะพอใจ หรือจะ
ออกแบบและสร้างด้วยตัวเองทั้งหมดก็ได้ โดยนำคอลโทรลต่างๆมาประกอบ
กันเป็นรูปแบบที่ต้องการได้ เช่นเดียวกับ Form สามารถแสดง Report บน
จอภาพก่อนสั่งพิมพ์ลงกระดาษ ลักษณะเฉพาะของ Report ที่ต่างจาก Form
ก็คือใช้สำหรับการรายงานผลเพียงอย่างเดียวเท่านั้น จะใช้เพื่อแก้ไข
เปลี่ยนแปลงข้อมูลใดๆ ในแหล่งข้อมูลของ Report นั้นไม่ได้

ตัวอย่าง Report ของ Microsoft Access


5) Macro  เป็นออบเจ็คที่เก็บรวบรวมชุดคำสั่งหรือการกระทำต่างๆตามแต่ผู้ใช้จะกำหนด
โดยคำสั่งเหล่านี้จะถูกจัดลำดับหรือจัดกลุ่มตามลำดับขั้นตอนในการท างานที่
เกี่ยวข้องกับออบเจ็คในฐานข้อมูลนั้น โดยผู้ใช้สามารถเก็บบันทึกชุดคำสั่ง
ทั้งหมดที่จะต้องใช้สำหรับการทำงานนั้นๆไว้ในฐานข้อมูล เมื่อจะต้องทำงาน
นั้นอีกในภายหลัง ก็สั่งรัน Macro ให้ทำงานแทนคุณได้ เหมือนการทำงานของ
Macro ใน Word และ Excel ข้อดีของ Macro คือ ช่วยให้การท างานสะดวก
ขึ้น เนื่องจากผู้ใช้ไม่ต้องสั่งให้ Access ท างานทีละคำสั่งซ้ำๆกันด้วยตัวเองทุก
ครั้ง

6) Module เป็นออบเจ็คที่ใช้เก็บข้อมูล เป็นออบเจ็คที่ใช้สร้างและเก็บโปรแกรมย่อยที่เขียนด้วยภาษา VBA( Visual Basic for Application) ซึ่งจะช่วยให้คุณทำงานที่มีความซับซ้อนมากๆ ซึ่งไม่สามารถนำ Macro มาช่วยได้ เช่น การตรวจจับข้อผิดพลาดที่เกิดจากการประมวลผล ( Error Trapping) VBA เป็นภาษามาตรฐานที่เสริมการทำงานของโปรแกรมในชุด Microsoft Office เช่น Word, Excel และ Access มีรูปแบบภาษาและการใช้งานเช่นเดียวกับภาษาและการใช้งานเช่นเดียวกับภาษา Visual Basic ซึ่งเป็นภาษาที่ใช้พัฒนาโปรแกรมที่ได้รับความนิยมมากที่สุดภาษาหนึ่ง

ไมโครซอฟท์ แอคเซส

ไมโครซอฟท์ แอคเซส
ไมโครซอฟท์แอคเซส (Microsoft Access) คือ โปรแกรมเพื่อพัฒนาระบบฐานข้อมูล มีตารางเก็บข้อมูลและสร้างคิวรี่ได้มีส่วนคอนโทลให้เรียกใช้ในรายงานและฟอร์มสร้างมาโครและโมดูลด้วยภาษาเบสิกเพื่อประมวลผลตามหลักภาษาโครงสร้าง หรือจะใช้เป็นเพียงระบบฐานข้อมูลให้โปรแกรมจากภายนอกเรียกใช้ซึ่งง่ายสำหรับผู้ที่มีประสบการณ์ในเรื่องการเขียนโปรแกรมหรือผู้พัฒนาระบบฐานข้อมูลมาแล้วช่วยให้การพัฒนาระบบงานเสร็จได้อย่างรวดเร็ว


การใช้ Access จะทำให้คุณสามารถ
·       เพิ่มข้อมูลใหม่ลงในฐานข้อมูล เช่น รายการใหม่ในสินค้าคงคลัง
·       แก้ไขข้อมูลที่มีอยู่ในฐานข้อมูล เช่น การเปลี่ยนตำแหน่งที่ตั้งปัจจุบันของรายการ
·       ลบข้อมูล ถ้ารายการถูกขายออกหรือละทิ้งแล้ว
·       จัดระเบียบและดูข้อมูลด้วยวิธีต่างๆ

·       ใช้ข้อมูลร่วมกันกับผู้อื่นผ่าานทางรายงาน ข้อความอีเมล อินทราเน็ต หรืออินเทอร์เน็ต

ประโยชน์ของฐานข้อมูล

ประโยชน์ของฐานข้อมูล

       ในปัจจุบันองค์กรส่วนใหญ่หันมาให้ความสนใจกับระบบฐานข้อมูลกันมาก เนื่องจากระบบฐานข้อมูลมีประโยชน์ดังต่อไปนี้
1.ลดความซ้ำซ้อนของข้อมูล
เนื่องจากการใช้งานระบบฐานข้อมูลนั้นต้องมีการออกแบบฐานข้อมูลเพื่อให้มีความซ้ำซ้อนของข้อมูลน้อยที่สุด จุดประสงค์หลักของการออกแบบฐานข้อมูลเพื่อการลดความซ้ำซ้อน
2.รักษาความถูกต้องของข้อมูล
เนื่องจากระบบจัดการฐานข้อมูลสามารถตรวจสอบกฎบังคับความถูกต้องของข้อมูลให้ได้ โดยนำกฎเหล่านั้นมาไว้ที่ฐานข้อมูล ซึ่งถือเป็นหน้าที่ของระบบจัดการฐานข้อมูลที่จะจัดการเรื่องความถูกต้องของข้อมูลให้แทน แต่ถ้าเป็นระบบแฟ้มข้อมูลผู้พัฒนาโปรแกรมต้องเขียนโปรแกรมเพื่อควบคุมกฎระเบียบต่างๆ
3. มีความเป็นอิสระของข้อมูล
เนื่องจากมีแนวคิดที่ว่าทำอย่างไรให้โปรแกรมเป็นอิสระจากการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างข้อมูล ในปัจจุบันนี้ถ้าไม่ใช้ระบบฐานข้อมูลการแก้ไขโครงสร้างข้อมูลจะกระทบถึงโปรแกรมด้วย
4. มีความปลอดภัยของข้อมูลสูง
ถ้าหากทุกคนสามารถเรียกดูและเปลี่ยนแปลงข้อมูลในฐานข้อมูลทั้งหมดได้ อาจก่อให้เกิดความเสียหายต่อข้อมูลได้ และข้อมูลบางส่วนอาจเป็นข้อมูลที่ไม่อาจเปิดเผยได้หรือเป็นข้อมูลเฉพาะของผู้บริหาร หากไม่มีการจัดการด้านความปลอดภัยของข้อมูล ฐานข้อมูลก็จะไม่สามารถใช้เก็บข้อมูลบางส่วนได้
ระบบฐานข้อมูลส่วนใหญ่จะมีการรักษาความปลอดภัยของข้อมูล ดังนี้
มีรหัสผู้ใช้ (user) และรหัสผ่าน (password)
ในระบบฐานข้อมูล (DBA) สามารถใช้วิว (view) เพื่อประโยชน์ในการรักษาความ ปลอดภัยของข้อมูลได้เป็นอย่างดี โดยการสร้างวิวที่เสมือนเป็นตารางของผู้ใช้จริงๆ
ระบบฐานข้อมูลจะไม่ยอมให้โปรแกรมใดๆ เข้าถึงข้อมูลในระดับกายภาพ (physical) โดยไม่ผ่านระบบการจัดการฐานข้อมูล
มีการเข้ารหัสและถอดรหัส (encryption/decryption) เพื่อปกปิดข้อมูลแก่ผู้ที่ไม่เกี่ยวข้อง เช่น มีการเข้ารหัสข้อมูลรหัสผ่าน
5. ใช้ข้อมูลร่วมกันโดยมีการควบคุมจากศูนย์กลาง
มีการควบคุมการใช้ข้อมูลในฐานข้อมูลจากศูนย์กลาง ระบบฐานข้อมูลสามารถรองรับการทำงานของผู้ใช้หลายคนได้ กล่าวคือระบบฐานข้อมูลจะต้องควบคุมลำดับการทำงานให้เป็นไปอย่างถูกต้อง

ข้อมูลอ้างอิง
http://www.comsrt.net63.net


http://www.spvc.ac.th

ประวัติความเป็นมาของฐานข้อมูล

ประวัติความเป็นมา
       ฐานข้อมูลในลักษณะที่คล้ายกับฐานข้อมูลสมัยใหม่ ถูกพัฒนาเป็นครั้งแรกในทศวรรษ 1960 ซึ่งผู้บุกเบิกในสาขานี้คือ ชาลส์ บากแมน แบบจำลองข้อมูลสำคัญสองแบบเกิดขึ้นในช่วงเวลานี้ ซึ่งเริ่มต้นด้วย แบบจำลองข่ายงาน (พัฒนาโดย CODASYL) และตามด้วยแบบจำลองเชิงลำดับชั้น (นำไปปฏิบัติใน IMS) แบบจำลองทั้งสองแบบนี้ ในภายหลังถูกแทนที่ด้วยแบบจำลองเชิงสัมพันธ์ ซึ่งอยู่ร่วมสมัยกับแบบจำลองอีกสองแบบ แบบจำลองแบบแรกเรียกกันว่า แบบจำลองแบนราบ ซึ่งออกแบบสำหรับงานที่มีขนาดเล็กมาก ๆ แบบจำลองร่วมสมัยกับแบบจำลองเชิงสัมพันธ์อีกแบบ คือ ฐานข้อมูลเชิงวัตถุ หรือ โอโอดีบี3 (OODB)
ในขณะที่แบบจำลองเชิงสัมพันธ์ มีพื้นฐานมาจากทฤษฎีเซต ได้มีการเสนอแบบจำลองดัดแปลงซึ่งใช้ทฤษฎีเซตคลุมเครือ (ซึ่งมีพื้นฐานมาจากตรรกะคลุมเครือ) ขึ้นเป็นอีกทางเลือกหนึ่ง

ปัจจุบันมีการกล่าวถึงมาตรฐานโครงสร้างฐานข้อมูล เพื่อให้สามารถเชื่อมโยงฐานข้อมูลต่างระบบ ให้สืบค้นรวมกันเสมือนเป็นฐานข้อมูลเดียวกัน และการสืบค้นต้องแสดงผลตรงตามคำถาม มาตรฐานดังกล่าวได้แก่ XML RDF Dublin Core Metadata เป็นต้น และสิ่งสำคัญอีกประการหนึ่งที่จะช่วยให้การแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างต่างหน่วยงานได้ดี คือการใช้ Taxonomy และ อรรถาภิธาน ซึ่งเป็นเครื่องมือสำหรับจัดการความรู้ในลักษณะศัพท์ควบคุม เพื่อจำกัดความหมายของคำที่ใช้ได้หลายคำในความหมายเดียวกัน

ส่วนประกอบของฐานข้อมูล

ระบบฐานข้อมูลประกอบส่วนประกอบหลัก 4 ส่วนได้แก่   
  
1. ข้อมูล (Data) ข้อมูลในฐานข้อมูลจะต้องมีคุณสมบัติ 2 ประการ คือ
เบ็ดเสร็จ (Integrate) ฐานข้อมูลเป็นแหล่งรวบรวมข้อมูลจากแฟ้มต่าง ๆ ไว้ครบถ้วนสมบูรณ์ เพื่อลดข้อมูลซ้ำซ้อนระหว่างแฟ้ม
ใช้ร่วมกันได้ (Share) ข้อมูลแต่ละชิ้นในฐานข้อมูลสามารถนำมาแบ่งใช้กันได้ระหว่างผู้ใช้ต่าง ๆ ในระบบ
2. ฮาร์ดแวร์ (Hardware) ประกอบด้วย อุปกรณ์บันทึกข้อมูลเช่น จานแม่เหล็ก , I/O device , Device controller , I/O channels , หน่วยประมวลผล และหน่วยความจำหลัก
3. ซอฟต์แวร์ (Sorftware) ตัวกลางเชื่อมระหว่างฐานข้อมูลและผู้ใช้คือ DBMS เป็นซอฟต์แวร์ที่สำคัญที่สุดของระบบฐานข้อมูล นอกจากนี้ยังมี Utility , Application Develoment tool , Desisn aids , Report writers , ect.
4. ผู้ใช้ (Users) มี 3 กลุ่มใหญ่ ๆ คือ
Application Programmer เขียนโปรแกรมประยุกต์
End Users ผู้ใช้ที่อยู่กับ Online terminal เข้าถึงข้อมูลโดยผ่านโปรแกรมประยุกต์ หรือผ่านภาษาเรียกค้น (Query Language)
Data Addministrator & Database Administrator




ข้อดีของการใช้ฐานข้อมูล
1.กระทัดรัด (Compactness) ไม่ต้องมีที่ซ้ำซ้อนจำนวนมาก
2.ความเร็ว (Speed) เรียกใช้ข้อมูลได้รวดเร็วขึ้น
3.น่าเบื่อหน่ายลดลง (Less drudgery) ความยุ่งยากลดลง และความน่าเบื่อหน่ายลดลง

4.แพร่หลาย (Currency) มีข้อมูลที่ถูกต้องทันสมัยให้ใช้ตลอดเวลา ในวงกว้างขึ้น





ระบบฐานข้อมูล

ระบบฐานข้อมูล 
ระบบฐานข้อมูล คือ ระบบจัดเก็บข้อมูลด้วยคอมพิวเตอร์โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อบำรุงรักษาข้อสนเทศ (Maintain information) และสามารถนำข้อสนเทศเหล่านั้นมาใช้ได้ทุกเมื่อที่ต้องการ