ไมโครซอฟท์ แอคเซส

         ไฟล์ฐานข้อมูลของ Access จะเป็นชิ้นงานหรือออบเจ็คฐานข้อมูล (database
object) ซึ่งผู้ใช้สร้างขึ้นทั้งหมดและจะถูกเก็บรวมกันไว้ในไฟล์ฐานข้อมูล
.accdb ทำให้การเรียกใช้หรือแก้ไขทำได้ง่าย สำหรับออบเจ็คฐานข้อมูลจะมี
ทั้งหมด 6 ประเภท
1) Table
2) Query
3) Form
4) Report
5) Macro

6) Module เป็นออบเจ็คที่ใช้เก็บข้อมูล


1) Table เป็นออบเจ็คที่ใช้เก็บข้อมูลจริง โดยคุณสามารถทำงานร่วมกับ Table ผ่าน
ตารางข้อมูลที่เรียกว่า Datasheet เช่น การ Insert, Update, Delete โดยใน 1
Table จะต้องเก็บข้อมูลที่เป็นหนึ่งความสัมพันธ์เท่านั้นหรือเรื่องเดียวเท่านั้น
เช่น  Table Employee
   · ชื่อ
   · นามสกุล
   ·  แผนก
   · วันที่เข้าทำงาน
   · ที่อยู่
ซึ่งในฐานข้อมูลจะต้องมี Table อย่างน้อย 1 Table เสมอ เนื่องจาก
Table เป็นส่วนที่ใช้เก็บข้อมูลจริง จึงเป็นออบเจ็คที่มีความสำคัญสูงสุด เพราะจะ
ถูกนำไปใช้เป็นแหล่งข้อมูลของออบเจ็คอื่นๆ เช่น Form และ Report ด้วย

2) Query  เป็นออบเจ็คที่ช่วยให้คุณสามารถทำงานในลักษณะของการสืบค้น จัดการ
(Insert, Update, Delete) และประมวลผลข้อมูลจาก Table หรือจาก Query
ด้วยกันเอง แล้วแสดงผลลัพธ์แบบตาราง ซึ่งข้อมูลนี้อาจดึงมาทั้งหมดหรือ
เพียงบางส่วนจาก 1 Table หรือจากหลายๆ Table พร้อมกันได้ โดยอยู่
ภายใต้เงื่อนไขที่กำหนดไว้ นอกจากนี้คุณยังนำQuery มาเป็นแหล่งข้อมูล
ของ Form และ Report ได้เช่นเดียวกับ Table

3) Form เป็นออบเจ็คที่ใช้จัดการข้อมูลบนจอภาพ และสร้างส่วนติดต่อกับผู้ใช้ได้อย่าง
มืออาชีพ โดยนำองค์ประกอบที่เรียกว่า คอนโทรล ( control ) เช่น ปุ่มคำสั่ง
รูปภาพ และอื่นๆ มาประกอบกันเป็นรูปแบบที่ตรงกับความต้องการของผู้ใช้
เพื่อช่วยให้การทำงานร่วมกับข้อมูลมีความถูกต้อง ปลอดภัย และตรงกับ
วัตถุประสงค์มากที่สุด เช่น สามารถกำหนดรหัสผ่านเพื่อเข้าสู่ระบบการ
ทำงานให้กับผู้ใช้แต่ละคน การนำForm มาสร้างเมนูเพื่อให้ผู้ใช้เข้าทำงานใน
ส่วนที่ต้องการได้อย่างรวดเร็ว

ตัวอย่าง Form ของ Microsoft Access


4) Report เป็นออบเจ็คที่นำเสนอข้อมูลในรูปของเอกสารรายงาน โดยคุณสามารถ
กำหนดรูปแบบให้ตรงกับความต้องการได้หลายวิธี เช่น เลือกใช้รายงาน
สำเร็จรูปของ Access 2010 ที่แก้ไขปรับปรุงได้จนกว่าจะพอใจ หรือจะ
ออกแบบและสร้างด้วยตัวเองทั้งหมดก็ได้ โดยนำคอลโทรลต่างๆมาประกอบ
กันเป็นรูปแบบที่ต้องการได้ เช่นเดียวกับ Form สามารถแสดง Report บน
จอภาพก่อนสั่งพิมพ์ลงกระดาษ ลักษณะเฉพาะของ Report ที่ต่างจาก Form
ก็คือใช้สำหรับการรายงานผลเพียงอย่างเดียวเท่านั้น จะใช้เพื่อแก้ไข
เปลี่ยนแปลงข้อมูลใดๆ ในแหล่งข้อมูลของ Report นั้นไม่ได้

ตัวอย่าง Report ของ Microsoft Access


5) Macro  เป็นออบเจ็คที่เก็บรวบรวมชุดคำสั่งหรือการกระทำต่างๆตามแต่ผู้ใช้จะกำหนด
โดยคำสั่งเหล่านี้จะถูกจัดลำดับหรือจัดกลุ่มตามลำดับขั้นตอนในการท างานที่
เกี่ยวข้องกับออบเจ็คในฐานข้อมูลนั้น โดยผู้ใช้สามารถเก็บบันทึกชุดคำสั่ง
ทั้งหมดที่จะต้องใช้สำหรับการทำงานนั้นๆไว้ในฐานข้อมูล เมื่อจะต้องทำงาน
นั้นอีกในภายหลัง ก็สั่งรัน Macro ให้ทำงานแทนคุณได้ เหมือนการทำงานของ
Macro ใน Word และ Excel ข้อดีของ Macro คือ ช่วยให้การท างานสะดวก
ขึ้น เนื่องจากผู้ใช้ไม่ต้องสั่งให้ Access ท างานทีละคำสั่งซ้ำๆกันด้วยตัวเองทุก
ครั้ง

6) Module เป็นออบเจ็คที่ใช้เก็บข้อมูล เป็นออบเจ็คที่ใช้สร้างและเก็บโปรแกรมย่อยที่เขียนด้วยภาษา VBA( Visual Basic for Application) ซึ่งจะช่วยให้คุณทำงานที่มีความซับซ้อนมากๆ ซึ่งไม่สามารถนำ Macro มาช่วยได้ เช่น การตรวจจับข้อผิดพลาดที่เกิดจากการประมวลผล ( Error Trapping) VBA เป็นภาษามาตรฐานที่เสริมการทำงานของโปรแกรมในชุด Microsoft Office เช่น Word, Excel และ Access มีรูปแบบภาษาและการใช้งานเช่นเดียวกับภาษาและการใช้งานเช่นเดียวกับภาษา Visual Basic ซึ่งเป็นภาษาที่ใช้พัฒนาโปรแกรมที่ได้รับความนิยมมากที่สุดภาษาหนึ่ง

ไมโครซอฟท์ แอคเซส

ไมโครซอฟท์ แอคเซส
ไมโครซอฟท์แอคเซส (Microsoft Access) คือ โปรแกรมเพื่อพัฒนาระบบฐานข้อมูล มีตารางเก็บข้อมูลและสร้างคิวรี่ได้มีส่วนคอนโทลให้เรียกใช้ในรายงานและฟอร์มสร้างมาโครและโมดูลด้วยภาษาเบสิกเพื่อประมวลผลตามหลักภาษาโครงสร้าง หรือจะใช้เป็นเพียงระบบฐานข้อมูลให้โปรแกรมจากภายนอกเรียกใช้ซึ่งง่ายสำหรับผู้ที่มีประสบการณ์ในเรื่องการเขียนโปรแกรมหรือผู้พัฒนาระบบฐานข้อมูลมาแล้วช่วยให้การพัฒนาระบบงานเสร็จได้อย่างรวดเร็ว


การใช้ Access จะทำให้คุณสามารถ
·       เพิ่มข้อมูลใหม่ลงในฐานข้อมูล เช่น รายการใหม่ในสินค้าคงคลัง
·       แก้ไขข้อมูลที่มีอยู่ในฐานข้อมูล เช่น การเปลี่ยนตำแหน่งที่ตั้งปัจจุบันของรายการ
·       ลบข้อมูล ถ้ารายการถูกขายออกหรือละทิ้งแล้ว
·       จัดระเบียบและดูข้อมูลด้วยวิธีต่างๆ

·       ใช้ข้อมูลร่วมกันกับผู้อื่นผ่าานทางรายงาน ข้อความอีเมล อินทราเน็ต หรืออินเทอร์เน็ต

ประโยชน์ของฐานข้อมูล

ประโยชน์ของฐานข้อมูล

       ในปัจจุบันองค์กรส่วนใหญ่หันมาให้ความสนใจกับระบบฐานข้อมูลกันมาก เนื่องจากระบบฐานข้อมูลมีประโยชน์ดังต่อไปนี้
1.ลดความซ้ำซ้อนของข้อมูล
เนื่องจากการใช้งานระบบฐานข้อมูลนั้นต้องมีการออกแบบฐานข้อมูลเพื่อให้มีความซ้ำซ้อนของข้อมูลน้อยที่สุด จุดประสงค์หลักของการออกแบบฐานข้อมูลเพื่อการลดความซ้ำซ้อน
2.รักษาความถูกต้องของข้อมูล
เนื่องจากระบบจัดการฐานข้อมูลสามารถตรวจสอบกฎบังคับความถูกต้องของข้อมูลให้ได้ โดยนำกฎเหล่านั้นมาไว้ที่ฐานข้อมูล ซึ่งถือเป็นหน้าที่ของระบบจัดการฐานข้อมูลที่จะจัดการเรื่องความถูกต้องของข้อมูลให้แทน แต่ถ้าเป็นระบบแฟ้มข้อมูลผู้พัฒนาโปรแกรมต้องเขียนโปรแกรมเพื่อควบคุมกฎระเบียบต่างๆ
3. มีความเป็นอิสระของข้อมูล
เนื่องจากมีแนวคิดที่ว่าทำอย่างไรให้โปรแกรมเป็นอิสระจากการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างข้อมูล ในปัจจุบันนี้ถ้าไม่ใช้ระบบฐานข้อมูลการแก้ไขโครงสร้างข้อมูลจะกระทบถึงโปรแกรมด้วย
4. มีความปลอดภัยของข้อมูลสูง
ถ้าหากทุกคนสามารถเรียกดูและเปลี่ยนแปลงข้อมูลในฐานข้อมูลทั้งหมดได้ อาจก่อให้เกิดความเสียหายต่อข้อมูลได้ และข้อมูลบางส่วนอาจเป็นข้อมูลที่ไม่อาจเปิดเผยได้หรือเป็นข้อมูลเฉพาะของผู้บริหาร หากไม่มีการจัดการด้านความปลอดภัยของข้อมูล ฐานข้อมูลก็จะไม่สามารถใช้เก็บข้อมูลบางส่วนได้
ระบบฐานข้อมูลส่วนใหญ่จะมีการรักษาความปลอดภัยของข้อมูล ดังนี้
มีรหัสผู้ใช้ (user) และรหัสผ่าน (password)
ในระบบฐานข้อมูล (DBA) สามารถใช้วิว (view) เพื่อประโยชน์ในการรักษาความ ปลอดภัยของข้อมูลได้เป็นอย่างดี โดยการสร้างวิวที่เสมือนเป็นตารางของผู้ใช้จริงๆ
ระบบฐานข้อมูลจะไม่ยอมให้โปรแกรมใดๆ เข้าถึงข้อมูลในระดับกายภาพ (physical) โดยไม่ผ่านระบบการจัดการฐานข้อมูล
มีการเข้ารหัสและถอดรหัส (encryption/decryption) เพื่อปกปิดข้อมูลแก่ผู้ที่ไม่เกี่ยวข้อง เช่น มีการเข้ารหัสข้อมูลรหัสผ่าน
5. ใช้ข้อมูลร่วมกันโดยมีการควบคุมจากศูนย์กลาง
มีการควบคุมการใช้ข้อมูลในฐานข้อมูลจากศูนย์กลาง ระบบฐานข้อมูลสามารถรองรับการทำงานของผู้ใช้หลายคนได้ กล่าวคือระบบฐานข้อมูลจะต้องควบคุมลำดับการทำงานให้เป็นไปอย่างถูกต้อง

ข้อมูลอ้างอิง
http://www.comsrt.net63.net


http://www.spvc.ac.th

ประวัติความเป็นมาของฐานข้อมูล

ประวัติความเป็นมา
       ฐานข้อมูลในลักษณะที่คล้ายกับฐานข้อมูลสมัยใหม่ ถูกพัฒนาเป็นครั้งแรกในทศวรรษ 1960 ซึ่งผู้บุกเบิกในสาขานี้คือ ชาลส์ บากแมน แบบจำลองข้อมูลสำคัญสองแบบเกิดขึ้นในช่วงเวลานี้ ซึ่งเริ่มต้นด้วย แบบจำลองข่ายงาน (พัฒนาโดย CODASYL) และตามด้วยแบบจำลองเชิงลำดับชั้น (นำไปปฏิบัติใน IMS) แบบจำลองทั้งสองแบบนี้ ในภายหลังถูกแทนที่ด้วยแบบจำลองเชิงสัมพันธ์ ซึ่งอยู่ร่วมสมัยกับแบบจำลองอีกสองแบบ แบบจำลองแบบแรกเรียกกันว่า แบบจำลองแบนราบ ซึ่งออกแบบสำหรับงานที่มีขนาดเล็กมาก ๆ แบบจำลองร่วมสมัยกับแบบจำลองเชิงสัมพันธ์อีกแบบ คือ ฐานข้อมูลเชิงวัตถุ หรือ โอโอดีบี3 (OODB)
ในขณะที่แบบจำลองเชิงสัมพันธ์ มีพื้นฐานมาจากทฤษฎีเซต ได้มีการเสนอแบบจำลองดัดแปลงซึ่งใช้ทฤษฎีเซตคลุมเครือ (ซึ่งมีพื้นฐานมาจากตรรกะคลุมเครือ) ขึ้นเป็นอีกทางเลือกหนึ่ง

ปัจจุบันมีการกล่าวถึงมาตรฐานโครงสร้างฐานข้อมูล เพื่อให้สามารถเชื่อมโยงฐานข้อมูลต่างระบบ ให้สืบค้นรวมกันเสมือนเป็นฐานข้อมูลเดียวกัน และการสืบค้นต้องแสดงผลตรงตามคำถาม มาตรฐานดังกล่าวได้แก่ XML RDF Dublin Core Metadata เป็นต้น และสิ่งสำคัญอีกประการหนึ่งที่จะช่วยให้การแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างต่างหน่วยงานได้ดี คือการใช้ Taxonomy และ อรรถาภิธาน ซึ่งเป็นเครื่องมือสำหรับจัดการความรู้ในลักษณะศัพท์ควบคุม เพื่อจำกัดความหมายของคำที่ใช้ได้หลายคำในความหมายเดียวกัน

ส่วนประกอบของฐานข้อมูล

ระบบฐานข้อมูลประกอบส่วนประกอบหลัก 4 ส่วนได้แก่   
  
1. ข้อมูล (Data) ข้อมูลในฐานข้อมูลจะต้องมีคุณสมบัติ 2 ประการ คือ
เบ็ดเสร็จ (Integrate) ฐานข้อมูลเป็นแหล่งรวบรวมข้อมูลจากแฟ้มต่าง ๆ ไว้ครบถ้วนสมบูรณ์ เพื่อลดข้อมูลซ้ำซ้อนระหว่างแฟ้ม
ใช้ร่วมกันได้ (Share) ข้อมูลแต่ละชิ้นในฐานข้อมูลสามารถนำมาแบ่งใช้กันได้ระหว่างผู้ใช้ต่าง ๆ ในระบบ
2. ฮาร์ดแวร์ (Hardware) ประกอบด้วย อุปกรณ์บันทึกข้อมูลเช่น จานแม่เหล็ก , I/O device , Device controller , I/O channels , หน่วยประมวลผล และหน่วยความจำหลัก
3. ซอฟต์แวร์ (Sorftware) ตัวกลางเชื่อมระหว่างฐานข้อมูลและผู้ใช้คือ DBMS เป็นซอฟต์แวร์ที่สำคัญที่สุดของระบบฐานข้อมูล นอกจากนี้ยังมี Utility , Application Develoment tool , Desisn aids , Report writers , ect.
4. ผู้ใช้ (Users) มี 3 กลุ่มใหญ่ ๆ คือ
Application Programmer เขียนโปรแกรมประยุกต์
End Users ผู้ใช้ที่อยู่กับ Online terminal เข้าถึงข้อมูลโดยผ่านโปรแกรมประยุกต์ หรือผ่านภาษาเรียกค้น (Query Language)
Data Addministrator & Database Administrator




ข้อดีของการใช้ฐานข้อมูล
1.กระทัดรัด (Compactness) ไม่ต้องมีที่ซ้ำซ้อนจำนวนมาก
2.ความเร็ว (Speed) เรียกใช้ข้อมูลได้รวดเร็วขึ้น
3.น่าเบื่อหน่ายลดลง (Less drudgery) ความยุ่งยากลดลง และความน่าเบื่อหน่ายลดลง

4.แพร่หลาย (Currency) มีข้อมูลที่ถูกต้องทันสมัยให้ใช้ตลอดเวลา ในวงกว้างขึ้น





ระบบฐานข้อมูล

ระบบฐานข้อมูล 
ระบบฐานข้อมูล คือ ระบบจัดเก็บข้อมูลด้วยคอมพิวเตอร์โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อบำรุงรักษาข้อสนเทศ (Maintain information) และสามารถนำข้อสนเทศเหล่านั้นมาใช้ได้ทุกเมื่อที่ต้องการ


การเชื่อมต่อแบบไร้สาย(Wireless Connection)


·         บลูทูธ(Bluetooth)
ลักษณะของบลูทูธเป็ นเทคโนโลยีสมัยใหม่เกิดขึ้นประมาณปี ค.ศ. 1998 ใช้ความถี่ในการส่ งสัญญาณข้อมูล 2.5 GHz. สื่ อสารได้ในระยะทางไม่เกิน 10 เมตร สื่ อสารระหว่างอุปกรณ์หลาย ๆ อุปกรณ์ได้


จีพีเอส (GPS)GPS เป็ นเทคโนโลยีที่กาลังเป็ นที่นิยมและอาศัยการทางาน ่ของดาวเทียม เป็ นเทคโนโลยีที่ทาให้ทราบตาแหน่งที่อยูบนพื้นโลกหรื อสภาพภูมิศาสตร์ต่าง ๆ ยกตัวอย่าง เช่น การติดตั้งGSP ในรถยนต์ ทาให้ทราบว่ารถคันดังกล่าวขับไปที่ใด





การเชื่อมต่อแบบไร้สาย(Wireless Connection)


 • ไมโครเวฟ (Microwave) ไมโครเวฟ (microwave) เป็นคลื่นความถี่วิทยุชนิดหนึ่งที่มีความถี่อยู่ระหว่าง 0.3GHz - 300GHz ส่วนในการใช้งานนั้นส่วนมากนิยมใช้ความถี่ระหว่าง 1GHz - 60GHz เพราะเป็นย่านความถี่ที่สามารถผลิตขึ้นได้ด้วยอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์

                              สถานีรับส่งสัญญาณไมโครเวฟที่ Wrights Hill เมือง Wellington ประเทศนิวซีแลนด์

การใช้งานวิทยุไมโครเวฟ

ในการใช้งานคลื่นไมโครเวฟนั้นก็จะแบ่งการใช้งานได้ดังนี้
1.      ระบบเชื่อมต่อสัญญาณในระดับสายตา ใช้ในงานสื่อสารโทรคมนาคมระหว่างจุดหนึ่งไปอีกจุดหนึ่ง อย่างเช่น การโทรศัพท์ทางไกล ใช้การส่งผ่านสัญญาณโทรศัพท์จากจุดหนึ่ง ไปยังสถานีทวนสัญญาณจากจุดหนึ่งและส่งผ่านสัญญาณไปเรื่อยๆ จนถึงปลายทาง และในการส่งโทรทัศน์ก็จะทำการส่งสัญญาณโทรทัศน์จากห้องส่งไปยังเครื่องส่งไมโครเวฟ ส่งไปทางสายอากาศ และแพร่กระจากคลื่นของโทรทัศน์ของสถานีนั้นๆ ระยะห่างของสถานีสัญญาณจะเป็นดังนี้ ถ้าความถี่สูงระยะห่างก็จะน้อยแต่ถ้า ความถี่ของคลื่นไมโครเวฟต่ำระยะห่างของสถานีทวนสัญญาณก็จะมาก
2.      ระบบเหนือขอบฟ้า ซึ่งเป็นระบบสื่อสารไมโครเวฟที่ใช้ชั้นบรรยากาศห่อหุ้มโลก ชั้นโทรโพสเฟียร์ ช่วยในการสะท้อนและหักเหคลื่นความถี่ไมโครเวฟ ให้ไปถึงปลายทาง ให้ได้ระยะทางมากขึ้น การใช้ในรูปแบบนี้ไม่ค่อยนิยมเท่าไรหรอกจะใช้เฉพาะในกรณีที่จำเป็นเท่านั้น เช่น ในเขตที่ไม่สามารถตั้งสถานีทวนสัญญาณได้ เป็นประการฉะนี้ เนื่องจากการใช้งานรูปแบบนี้สามารถทำได้ในระยะทางที่ไกลมาก ดังนั้นในการส่งคลื่นจึงทำให้คลื่นมีการ กระจัดกระจายได้ ดังนั้นจึงจำเป็นต้องใช้เครื่องส่งที่มีกำลังส่งที่สูงและสายอากาศที่รับต้องมีอัตราการขยายสัญญาณที่สูง เช่นเดียวกัน
3.      ระบบดาวเทียม เป็นการใช้สถานีทวนสัญญาณลอยอยู่เหนือพื้นโลกกว่า 30,000 กิโลเมตร โดยการใช้ดาวเทียมทำหน้าที่เป็นสถานีทวนสัญญาณการใช้ระบบนี้สามารถทำการสื่อสารได้ไกลมากๆ ได้ ซึ่งเป็นระบบที่นิยมใช้ระบบหนึ่งในปัจจุบัน นิยมใช้มาก
4.      ระบบเรดาร์ ระบบนี้จะเป็นการใช้ไมโครเวฟ ในการตรวจจับวัตถุต่างโดยการส่งคลื่นไมโครเวฟออกไป ในมุมแคบ แล้วไปกระทบวัตถุที่อยู่ไกลออกไป และจากนั้นคลื่นก็จะสะท้อนกลับมาแล้วนำสัญญาณที่ได้รับเทียบกับสัญญาณเดิม แล้วเราค่อยนำไปแปรค่าเป็นข้อมูลต่างๆ อีกที
5.      ระบบเตาไมโครเวฟ ระบบนี้เป็นการส่งคลื่นไมโครเวฟ ที่มีกำลังสูงส่งในพื้นที่แคบๆ ที่ทำด้วยโลหะ คลื่นไมโครเวฟนี้ก็จะสะท้อนโลหะนั้นทำให้มีคลื่นไมโครเวฟกระจัดกระจายอยู่พื้นที่นั้นสามารถ นำไปใช้ในการทำอาหารได้

การเชื่อมต่อแบบไร้สาย(Wireless Connection)


การเชื่อมต่อแบบไร้สาย

WiFi คืออะไร ?   Wireless คืออะไร ?  Wi-Fi คืออะไรWi-Fi  ( ย่อมาจาก wireless fidelity ) ก็คือองค์กรหนึ่ง ที่ทาหน้าที่ทดสอบผลิตภัณฑ์ Wireless Lan หรือระบบ Networkแบบไร้สายภายใต้เทคโนโลยีการสื่อสาร ภายใต้มาตราฐาน IEEE802.11 ว่าอุปกรณ์ทุกตัวซึ่งต่างยีหอกันนั้นมันสามารถติดต่อสื่อสารกันได้โดยไม่มีปัญหา หากว่าอุปกรณ์ตัวนั้นผ่านตามมาตราฐานเขาก็จะปั๊มตรา Wi-Fi certified ซึ่งเป็นอันรู ้กันว่าอุปกรณ์ชิ้นนั้นสามารถติดต่อสื่อสารกับอุปกรณ์ตัวอื่นที่มีตรา Wi-Fi certified นี้ได้เช่นกัน แต่ทำไปทำมามันกลายเป็นคำศัพท์สำหรับอุปกรณ์ ในระบบ Lan ไร้สายไปโดยปริยาย จนบางคนก็เรียกกันจนติดปาก

การเชื่อมต่อแบบมีสาย


สายใยแก้วนำแสง (Fiber Optic cable)


ใยแก้วนำแสง หรือ ออปติกไฟเบอร์ หรือ ไฟเบอร์ออปติก เป็นแก้วหรือพลาสติกคุณภาพสูง ยืดหยุ่นโค้งงอได้ เส้นผ่าศูนย์กลางเพียง 8-10 ไมครอน  (10 ไมครอน = 10 ในล้านส่วนของเมตร =10x10^-6=0.00001 เมตร = 0.01 มม.) เล็กกว่าเส้นผมที่มีขนาด 40-120 ไมครอน, กระดาษ 100 ไมครอน  ใยแก้วนำแสงทำหน้าที่เป็นตัวกลางในการส่งแสงจากด้านหนึ่งไปอีกด้านหนึ่ง ด้วยความเร็วเกือบเท่าแสง เมื่อนำมาใช้ในการสื่อสาร
โทรคมนาคม ทำให้สามารถส่ง-รับข้อมูลได้เร็วมาก ได้ระยะทางได้เกิน 100 กม.ในหนึ่งช่วง และเนื่องจากแสงเป็นตัวนำส่งข้อมูล ทำให้สัญญาณแม่เหล็กไฟฟ้าภายนอก ไม่สามารถรบกวนความชัดเจนของข้อมูลได้ ใยแก้วนำแสงจึงถูกนำมาใช้แทนตัวกลางอื่นๆในการส่งข้อมูล

การเชื่อมต่อแบบมีสาย


สายโคแอกเชียล (Coaxial Cable)

เป็นตัวกลางเชื่อมโยงที่มีลักษณะเช่นเดียวกับสายที่ต่อจากเสาอากาศ สายโคแอกเชียลที่ใช้ทั่วไปมี 2 ชนิด คือ 50 โอห์มซึ่งใช้ส่งข้อมูลแบบดิจิทัล และชนิด 75 โอห์มซึ่งใช้ส่งข้อมูลสัญญาณแอนะล็อก สายประกอบด้วยลวดทองแดงที่เป็นแกนหลักหนึ่งเส้นที่หุ้มด้วยฉนวนชั้นหนึ่ง เพื่อป้องกันกระแสไฟรั่ว จากนั้นจะหุ้มด้วยตัวนำซึ่งทำจากลวดทองแดงถักเป็นเปีย เพื่อป้องกันการรบกวนของคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าและสัญญาณรบกวนอื่นๆ ก่อนจะหุ้มชั้นนอกสุดด้วยฉนวนพลาสติก ลวดทองแดงที่ถักเป็นเปียนี้เองเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้สายแบบนี้มีช่วงความถี่สัญญาณไฟฟ้าสามารถผ่านได้สูงมาก และนิยมใช้เป็นช่องสื่อสารสัญญาณแอนะล็อกเชื่องโยงผ่านใต้ทะเลและใต้ดิน

เทคโนโลยีการเชื่อมต่อช่องสื่อสาร


การเชื่อมต่อแบบมีสาย (Wireless Connection)

สายคู่ตีเกลียว (Twisted-pair Cable)
         สายคู่ตีเกลียว (Twisted-Pair Cable) เป็นสายที่มีราคาถูกที่สุด ประกอบด้วยสายทองแดงที่มีฉนวนหุ้ม 2 เส้น นำมาพันกันเป็นเกลียว จะใช้กันแพร่หลายในระบบโทรศัพท์ ความเร็วในการส่งข้อมูล 10 Mbps ส่งได้ในระยะทาง 1 mile สายคู่ตีเกลียวสามารถแบ่งได้เป็น 2 ชนิดคือ
1.1 สายคู่ตีเกลียวแบบไม่มีชิลด์ (Unshielded Twisted-Pair : UTP) เป็นสายเคเบิลที่ถูกรบกวนจากภายนอกได้ง่าย แต่ก็มีความยืดหยุ่นในการใช้งานสูงและราคาไม่แพง


รูปที่ 1 สายคู่ตีเกลียวแบบไม่มีชิลด์ 
1.2
สายคู่ตีเกลียวแบบมีชิลด์ (Shielded Twisted-Pair : STP) เป็นสายที่มีปลอกหุ้มอีกรอบเพื่อ ป้องกันสัญญาณรบกวนจากภายนอก จึงทำให้สายเคเบิลชนิดนี้สามารถใช้ในการเชื่อมต่อในระยะไกลได้มากขึ้น แต่ราคาแพงกว่าแบบ UTP


ข้อดีและข้อเสียของสายคู่ตีเกลียว
ข้อดี
1.
ราคาถูก
2.
มีความยืดหยุ่นในการใช้งาน
3.
ติดตั้งง่าย และมีน้ำหนักเบา
ข้อเสีย
1.
ถูกรบกวนจากสัญญาณภายนอกได้ง่าย
2.
ระยะทางจำกัด  
   

อุปกรณ์สื่อสารและเครือข่าย ♫


อุปกรณ์สื่อสารและระบบเครือข่าย (Communication and Network)


ระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์ (Computer Network) หมายถึงการนำเครื่องคอมพิวเตอร์ มาเชื่อมต่อเข้าด้วยกัน โดยอาศัยช่องทางการสื่อสารข้อมูล เพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสารระหว่างเครื่องคอมพิวเตอร์ และการใช้ทรัพยากรของระบบร่วมกัน (Shared Resource) ในเครือข่ายนั้น


ระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์ มีองค์ประกอบที่สำคัญ เพื่อการเชื่อมต่อเป็นเครือข่ายคอมพิวเตอร์ ได้แก่ คอมพิวเตอร์แม่ข่าย (File Server) ช่องทางการสื่อสาร (Communication Chanel) สถานีงาน (Workstation or Terminal) และ อุปกรณ์ในเครือข่าย (Network Operation System)